จามอง วันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2553
“เป็นเพราะ.. บุ๊กกูใช่รึเปล่า?” “นางไปจากข้าแล้ว” “เจ้ารักนางมั้ย?” “ไม่รัก” “แล้วเรายังจะได้พบกันอีกรึเปล่า?” “ถ้าเจ้ากลับไปถึงนังนังอย่างปลอดภัยได้ ต้องพบแน่” “เจ้าจะต้องมาหาข้าที่นังนังนะ” “ได้” มเหสีซงและอ๊กกูรู้จากยังเดิ้กว่า องค์ชายโฮดงปล่อยตัวองค์หญิงลาฮีไปแล้ว ทั้งสองจึงรีบมาบอกให้พระราชามูยุลทราบ ขณะเดียวกันจาชิลก็ได้รู้ว่า ยังเฮก็คิดที่จะทูลให้ พระเจ้าชอยรีปลดลาฮี แล้วแต่งตั้งจามองขึ้นเป็นองค์หญิงรัชทายาท “กระหม่อมได้ยินกับหู ไม่ผิดแน่พ่ะย่ะค่ะ กระหม่อมโทซูกี ไม่ได้ทำเพียงเพื่อแก้แค้นให้กับท่านพ่อ แต่เป็นขุนนางขององค์หญิง ต้องคุ้มครององค์หญิง และคุ้มครองแคว้นนังนังไว้” ซูกี กล่าว “ดีมาก ข้ารู้ว่าเจ้าอยากสานต่อความตั้งใจที่ดีของพ่อเจ้า” “มิกล้าพ่ะย่ะค่ะ” “เพื่อแผ่นดินนังนัง เพื่อรัชทายาท เจ้าพร้อมจะพลีชีพหรือไม่?” จาชิล กล่าว “พ่ะย่ะค่ะ พระมเหสีรอง” “พอพระอาทิตย์ตกดินแล้ว เจ้าจงนำองครักษ์ขององค์หญิง เป็นตัวแทนของลาฮี ไปจับตัวโมยังเฮโทษฐานที่จะทำให้นังนังนองเลือด” ซูกีนำทหารจำนวนหนึ่งเข้ามาจับตัวยังเฮ พร้อมบอกเหตุผลว่า เป็นเพราะพระมเหสีรองให้มาจับตัวในข้อหาที่ยังเฮคิดจะก่อการกบฏ ยังเฮไม่ยอมง่าย ๆ จึงเกิดการต่อสู้กันขึ้น ชาชาซุง มีชู และอิมพูล เริ่มต่อเศษผ้า จนรู้ว่า แท้จริงแล้ว จามอง คือองค์หญิงจามอง ลูกที่เกิดจากมเหสีเอกของแคว้นนังนัง แม่ทัพวังโฮ ออกตามหาลาฮีจนพบ “หาข้าเจอได้ไง?” “กระหม่อมตามมาตั้งแต่ลานเผาศพประตูตะวันตก คงไม่ได้บาดเจ็บใช่มั้ย ไปกันเถอะ” ด้านพระราชามูยุลสั่งให้องค์ชายโฮดงเข้าเฝ้า “ถวายบังคมพ่ะย่ะค่ะ” “เจ้าเป็นคนปล่อยลูกสาวชอยรีไปใช่ มั้ย รู้ทั้งรู้ว่าข้ามีคำสั่งให้ฆ่าผู้หญิงคนนั้นไปแล้ว เจ้ายังช่วยนางไปอีกรึ” พระราชามูยุล ถาม “พ่ะย่ะค่ะเสด็จพ่อ” “ฮึ่ย…” ตอนที่ 28 พระราชามูยุลโกรธมากที่รู้ว่าองค์ชายโฮดงปล่อยตัวองค์หญิงลาฮีไป และด้วยความโมโหจึงสั่งให้โฮดงไปตัดหัวลาฮีมาให้เขา “ถ้าหม่อมฉันจะฆ่านางก็คงไม่ปล่อยนางไปแล้ว การฆ่าองค์หญิงนังนัง มันมีประโยชน์กับโกคูรยอหรือพ่ะย่ะค่ะ” “นี่เจ้าคิดจะขัดคำสั่งของข้างั้นเรอะ?” “ยุคของเสด็จพ่อเป็นคนละยุคกับหม่อมฉัน แนวทางการปกครองโกคูรยอของเสด็จพ่อกับหม่อมฉันไม่เหมือนกัน” โฮดง กล่าว “องค์ชายโฮดง อย่าทำแบบนี้เลยพ่ะ ย่ะค่ะ” “เสด็จพ่ออยู่ในยุคที่ต้องขยายดินแดน และยึดครองแผ่นดิน แต่หม่อมฉันจะรวมดินแดนเหล่านั้นเพื่อสร้างสันติสุขให้กับโกคูรยอ” “เหอะ ฮาเดิ้ก ไปหยิบกระบี่ของข้า มา ข้าแก่แล้วแต่เจ้าเป็นคนหนุ่มไฟแรง ให้ข้าได้เห็นฝีมือมือกระบี่อันดับหนึ่งโกคูร ยอหน่อย ดูซิว่าเจ้าจะสร้างยุคของเจ้าได้ยังไง?” พระราชามูยุล กล่าว “ชอยรีไม่ใช่คนธรรมดา ถ้าเราฆ่าองค์หญิง และยึดนังนังด้วยสงคราม โกคูรยอจะเสียเลือดเนื้อมากมายพ่ะย่ะค่ะ” “หุบปากแล้วชักกระบี่ออกมา” “หม่อมฉันไม่ใช่แค่เงาของเสด็จพ่อ หม่อมฉันคิดเองได้ว่าอะไรดีกับโกคูรยอถึงได้ปล่อยตัวนางไป” “ไอ้เจ้าลูกอกตัญญู” “ฝ่าบาท เป็นความผิดกระหม่อมที่ไม่ ได้ห้ามไว้ ลงโทษกระหม่อมแทนเถอะพ่ะย่ะค่ะ” แทชู กล่าว “ใช้กระบี่ยึดครองแผ่นดิน แต่ไม่อาจได้ใจประชาชน ก็ไม่สามารถปกครองแผ่นดินได้” “ว่าอะไรนะ ยังกล้าพูดอีก เพ้อเจ้อไปใหญ่แล้ว” พระราชามูยุล กล่าว พร้อมกับฟาดกระบี่ไปที่โฮดง “การตีเมืองไม่ยาก แต่การรักษาเมืองนั้นยากกว่า เพราะจะทำให้มีแต่กบฏไปทั่ว” “ไอ้เจ้าโง่เอ๊ย” “องค์ชาย” “เจ้าไม่ใช่เงาของข้างั้นเหรอ? ข้าเป็นเงาของเสด็จปู่ดงเมียงซองมาตลอดชีวิต เจ้ากลับบอกว่าไม่ยอมเป็นเงาของข้าเรอะ? ไปเอาหัวองค์หญิงนังนังกลับมาให้ข้าเดี๋ยวนี้” “มันจะ.. ไม่เป็นผลดี.. กับโกคูรยอ” “ข้าเคยบอกแล้วว่าการเป็นองค์ชาย ถ้าเห็นต่างจากราชา ก็ไม่อาจสืบทอดบัลลังก์และจะต้องถูกกำจัดทิ้ง ไปเอาหัวลูกสาวชอยรีมาให้ข้า” “องค์ชายโฮดงรีบรับราชโองการเถอะ” บัลโซ กล่าว “ถ้าฆ่าองค์หญิงนังนัง มีแต่จะนำภัยมาให้” “ชูบัลโซรับบัญชา ไปสั่งให้ทหารองค รักษ์จับตัวทหารยามที่เฝ้าประตูตะวันตกจาก ตำหนักซูยางมาให้หมด และตัดหัวทุกคนในข้อหากบฏ” “เสด็จพ่อ” “และจากนี้ไป ให้กักบริเวณโฮดงอยู่ในตำหนักซูยาง” “ฝ่าบาท ถอนรับสั่งเถอะพ่ะย่ะค่ะ จะกักบริเวณองค์ชายได้ยังไงพ่ะย่ะค่ะ” “ถ้ามีใครเข้าออกตำหนักซูยางโดยไม่ ได้รับอนุญาตจากข้าให้ถือว่ามีโทษเป็นกบฏ เอาเชือกมากั้นตำหนักเอาไว้ ตราบที่ไม่ได้รับคำสั่งจากข้า อย่าให้โฮดงออกจากตำหนักแม้แต่ก้าวเดียว เอาตัวไปได้” “ก่อนที่..หม่อมฉันจะเป็นเงาเสด็จพ่อ หม่อมฉันต้องการจะเป็นองค์ชายที่ทำสิ่งที่เป็น ประโยชน์กับโกคูรยอ เสด็จพ่อ ๆ ๆ” โฮดง กล่าว ขณะที่ทหารกำลังพาตัวออกไป อูนาลูตามหาแม่ทัพวังโฮ และองค์หญิงลาฮีจนเจอ และเกิดการต่อสู้กันขึ้น ลาฮีขอร้องให้วังโฮหนีไป แต่เขาไม่ยอม ระหว่างนั้นแม่ทัพวังโฮตะโกนบอกจามองให้ช่วยเหลือลาฮีด้วย เพราะมีแต่นางเท่านั้นที่จะช่วยได้ “ทำไมข้าจะต้องช่วยนาง” “เพราะนี่อาจเป็นชะตาของเจ้า” แม่ทัพวังโฮ กล่าว “อย่าปล่อยให้พวกมันรอดไปได้” อูนาลู กล่าว จากนั้นจามองได้พาลาฮีหนีเข้าปะปนกับผู้คนในเมือง พร้อมกับช่วยรักษาแผลให้นาง “ก่อนหน้านี้ เจ้าฆ่าแม่ทัพกับเหล่าทหารของแคว้นนังนัง ตอนนี้เจ้ามาช่วยข้าเพื่ออะไร?” “หม่อมฉันก็ไม่ทราบ เมื่อก่อนพระมเหสีเอก…เคยมีพระเมตตากับหม่อมฉันมากเพคะ หม่อมฉันไม่อยากให้พระองค์เสียพระทัยเลยอยาก คุ้มครององค์หญิงกลับไป” “เจ้านี่มันชอบยุ่งจริง ๆ” “องค์หญิงนังนังมี..น้องสาวอยู่อีกคนใช่มั้ยเพคะ?” “เรื่องนี้เจ้ารู้ได้ยังไง?” “ถึงอยู่ในวังโกคูรยอ แต่ก็เคยได้ยินข่าวลือพวกนี้มาบ้างน่ะ” “ข้าจะมีน้องสาวหรือไม่ มันเกี่ยวอะไรกับเจ้าล่ะ?” “ก็แค่อยากรู้น่ะเพคะ” “นางตายไปนานแล้ว เจ้าไม่เคยได้ยินรึไง?” “เคยได้ยินเพคะ แล้วถ้าหากนาง.. นางยังมีชีวิตอยู่ ท่านจะดีพระทัยมั้ย?” “ดูองค์ชายโฮดงกับแฮวูสิ ข้าไม่รู้หรอก ว่าชาวบ้านเป็นยังไงกัน แต่ในราชวงศ์ น้องที่เป็นภัยต่อราชบัลลังก์ของตัวเอง ใครจะไปชอบได้ลงล่ะ ข้าก็ไม่เข้าใจหรอกนะว่าทำไมเจ้าถึงอยากรู้นัก” “ทรงพักผ่อนเถอะเพคะ” นางกำนัลเข้ามาทูลโมฮาซูที่กำลังอยู่ในเวลาขอพรให้ทราบว่า พระมเหสีรองสั่งให้ทหารเข้าโจมตีจวนยูกูฮอน และว่าตอนนี้นางไปหา โฮคกที่คุก โมฮาซูมาทันเห็นจาชิลบังคับให้ โฮคกดื่มยาพิษแล้ว โมฮาซูจึงสั่งให้คนไปตามหมอหลวงมาโดยด่วน โมฮาซูประกาศให้ทุกคนรู้ว่า ระหว่างที่ฝ่าบาทเสด็จประพาสยังมุกบัง ท่านเสนาบดีก็ไม่อยู่ นางจะเป็นผู้สำเร็จราชการแทน พร้อมทั้งสั่งจำคุกโทซูกีและองครักษ์ตำหนักมียางที่ได้ไปบุกรุกและทำร้ายคนในจวนของแม่ทัพใหญ่โดยพลการ และสั่งห้ามโมยังเฮออกจากจวนยูกูฮอน จนกว่าฝ่าบาทจะเสด็จกลับ หลังจากนั้น นางก็ได้เรียกจาชิลมาถามถึงเหตุผลที่ต้องฆ่าโฮคก “เจ้าฉวยโอกาสที่ฝ่าบาทไม่อยู่ก่อเหตุวุ่นวาย เพราะเรื่องจามองใช่มั้ย?” “หม่อมฉันวังจาชิล ได้เคยเตือนพระ องค์ไปแล้ว ว่าไม่ยอมรับองค์หญิง” “บุ๊กกูคือ..ลูกสาวข้าใช่มั้ย ที่ทำให้ทง โคบีเป็นฝีดาษตาย และที่วางยาโฮคก เพราะอย่างนี้ใช่มั้ย?” “ชีวิตสุขสบายจริงนะ ตำแหน่งพระ มเหสีเอก ได้มาเพราะวังจาชิลคนนี้ แม้แต่ จามอง ก็ยังจะให้หม่อมฉันตามหาอีกเหรอ?” จาชิล กล่าว “จาชิล เจ้าอยากตายในมือข้าใช่มั้ยหา?” “พระมเหสีเอกมีความสามารถพอหรือ?” “อะไรนะ?” “อย่าว่าแต่พระองค์เลย ฝ่าบาทเอง ก็ฆ่าวังจาชิลคนนี้ไม่ได้” “น้องจาชิล” “แม่ทัพใหญ่คือน้องชายหม่อมฉัน ทหารตำหนักมียาง พันซู อยู่ใต้อำนาจขององค์หญิง ไม่ว่าใครที่คิดจะฆ่าหม่อมฉัน ก็เท่ากับอยากให้นังนังแตกแยก” “ลาฮียังเอาชีวิตรอดกลับมาไม่ได้ ทำไม เจ้าถึงทะเยอทะยานอย่างนี้” “หรือท่านหวังให้ลาฮีรีบ ๆ ตายไปซะ คิดจะฮุบทุกอย่างไปให้จามองโดยที่มือไม่ต้อง เปื้อนเลือดใช่มั้ย? ฮะ ๆ ๆ ๆ” โมฮาซู ระงับความโกรธไว้ไม่อยู่ ตบลงที่หน้าของจาชิล “ข้ารู้แล้วว่าบุ๊กกูคือจามองลูกข้า อย่าได้คิดทำร้ายชีวิตของใครอีก” “ทรงคิดอะไรง่ายจริง ๆ นะ ใครจะยอมรับจามองล่ะ” “วินาทีที่ข้าคลอดเค้ามา จามองก็เป็น องค์หญิงแล้ว” “ไม่ว่าจะพูดความจริงยังไง มันก็ไม่แน่ว่าจะกลายเป็นความจริงได้หรอก ต้องได้รับการยอมรับจากขุนนางจากประชาชนก่อนถึงจะเป็นจริงได้” จาชิล กล่าว “จาชิล หยุดยั่วโมโหข้าสักที” “นางเป็นอาชญากรที่ฆ่าทักจีกับโฮแค เป็นคนทรยศที่จับตัวองค์หญิงไป ใครจะยอม รับว่านางเป็นองค์หญิง” “นั่นไม่ใช่ความผิดของจามอง” “ลาฮีเป็นเด็กที่ฟ้าได้เลือกสรรแล้ว นางเกิดมาเพื่อเป็นกษัตริย์ นางไม่มีทางตายอยู่ที่โกคูรยอ ยิ่งไม่มีวันที่เด็กคณะกายกรรมจะมาแย่งทุกอย่างไปจากเค้าได้” “ท่านข้าหลวงเข้ามา เชิญพระมเหสีรองกลับตำหนัก ก่อนที่ฝ่าบาทจะเสด็จกลับมา ส่งองครักษ์ไปเฝ้าตำหนักพันซูไว้ อย่าให้เสด็จออกมาแม้แต่ก้าวเดียว” “ข้ากลับไปเองได้ เจ้าออกไปเถอะ” “ท่านข้าหลวงมัวทำอะไรอยู่” “กระหม่อม ขอออกไปก่อนพ่ะย่ะค่ะ” “เห็นรึยังว่าในวังจินยางนี่เป็นของใคร จะให้บอกมั้ยว่า วิธีที่จะทำให้จามองเป็นองค์ หญิงได้จะต้องทำยังไงบ้าง?” “ทำยังไงหา?” “ถ้าหากพระองค์ทรงฆ่าลาฮีได้ จามองก็จะได้เป็นองค์หญิง ก็ลอง..คิดดูก็แล้วกัน ว่าฆ่าลาฮีที่กินนมท่านมาแต่เกิดได้หรือไม่” “นึกไม่ถึง..ว่าเจ้าจะโหดเหี้ยมขนาดนี้” “หม่อมฉันขอตัวกลับตำหนักก่อน อดนอนมาทั้งคืนแล้ว รู้สึกเพลียเหลือเกิน” “จามอง นี่แม่ควรจะทำยังไงดี?” ลาฮีไม่เข้าใจว่าทำไมจามองจะต้องจากองค์ชายโฮดงมาด้วย เพราะหากนางอยู่ที่โก คูรยอ นางอาจได้เป็นสนมของโฮดง แต่จา มองว่ามันมีเหตุผลที่ซับซ้อนกว่านั้น เพราะ มันคือชะตา ที่จะต้องกลับไปนังนัง พร้อมกับ ขอตัวไปหาเสื้อผ้าก่อน

No Response to “จามอง วันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2553” »
No comments yet.
RSS feed for comments on this post. TrackBack URI
Leave a comment