สอบไฟนอลของอาเซนอล

โดยส่วนตัวผมเชื่อว่า “ปืนใหญ่” อาร์เซนอล เป็นทีมที่มีคน “รัก” มากกว่าคน “เกลียด” พอสมควรนะครับ ผลงานจะชั่วจะดี แต่ด้วยรูปแบบการเล่นที่น่าตื่นตาตื่นใจที่ อาร์เซน เวนเกอร์ นำมาปลูกฝังไว้ให้กับทีมกันเนอร์ส ตั้งแต่เข้ามารับตำแหน่งต่อจาก บรู๊ซ ริอ๊อค ในปี ค.ศ. 1996 ทำให้อาร์เซนอล กลายเป็นทีมที่มีคน “ชอบดู” มากที่สุดทีมหนึ่ง จนคนลืมไปว่าครั้งหนึ่งเราเคยปรามาสทีมนี้ว่าเป็น Boring Arsenal เรียกว่าถึงจะไม่ได้เชียร์ก็มักจะเอาใจช่วยอยู่ห่าง ๆ คล้าย ๆ “คนรักคนที่สอง” อะไรประมาณนั้น (แฮ่) ดังนั้นกับผลงานในฤดูกาลนี้ที่ เวนเกอร์ แสดงความสามารถของกุนซือ “ชั้นอ๋อง” ให้เราเห็นอีกครั้งด้วยการนำทีมฝ่าสถานการณ์วิกฤติมาอย่างน้อย ๆ 2-3 ช่วงจนทำให้ทีมกลับมามีโอกาสได้ลุ้นแชมป์แบบเต็มปากเต็มคำ มันเป็นเรื่องที่เราสมควรแสดงความยินดีด้วยครับ ความจริงมันไม่ใช่เรื่องง่ายเลยที่จะนำเด็ก ๆ “ยังกันส์” ให้เดินทางมาได้ไกลระดับที่สามารถแซงหน้าขึ้นเป็นจ่าฝูงได้ในช่วงระยะเวลาสั้น ๆ ทั้งที่ทีมต้องเสีย โคโล ตูเร และ เอ็มมานูเอล อเดบายอร์ สองนักเตะแกนหลักของทีมไปให้กับ แมนเชสเตอร์ ซิตี ตั้งแต่ช่วงซัมเมอร์ และหลังออกสตาร์ตได้ดีก็ต้องมาเสียการทรงตัวครั้งแรกก็ด้วยความปราชัยต่อทีม “เรือ ใบสีฟ้า” 4-2 หลังก่อนหน้านั้นก็แพ้ “ผีแดง” แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด แบบน่าเจ็บใจเพราะอุตส่าห์เล่นเหนือกว่า และนำในครึ่งแรก แต่พอครึ่งหลังก็มาเสียจุดโทษแบบไม่น่าเสีย และ อาบู ดิยาบี ก็มาโขกของขวัญเป็นประตูชัยให้คู่แข่งอีก จากนั้นพวกเขาก็มาเสีย โรบิน ฟาน เพอร์ซี กองหน้าตัวความหวังหมายเลขหนึ่งไปแบบแทบจะรูดม่านปิดฉากฤดูกาลตั้งแต่ยังไม่พ้น 3 เดือนแรก จนทีมเสียศูนย์แทบจะหมดลุ้นอยู่แล้ว ต่อด้วยช็อตที่ทำให้ทุกคนแทบจะกาชื่อ อาร์เซนอล ทิ้งจากสารบบการลุ้นแชมป์ก็คือในวัน ที่โดน เชลซี บุกมาถล่มคา เอมิเรตส์ สเตเดี้ยมถึง 3-0 วันนั้นมีเพียง เวนเกอร์ คนเดียวครับที่ยืนยันว่าความหวังของ อาร์เซนอล ในฤดูกาลนี้ยังไม่จบ และทีมระดับท็อปก็จะทำแต้มหล่นหายกันมากมายแน่นอน น่าเหลือเชื่อครับที่สถานการณ์มันเป็นเช่นนั้นจริง ๆ โดยทั้ง เชลซี และ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ต่างก็พากันทำแต้มหล่นหายกระจัดกระจาย มีทั้งแพ้ทั้งเสมอ ไม่มีทีมไหนที่ทำผลงานได้อย่าง “สม่ำเสมอ” (Consistency) เลยแม้แต่ทีมเดียว ซึ่งก็เป็นไปตามคำทำนายของ “ขงเบ้งเลือดน้ำหอม” คนนี้ สำหรับเหตุผลที่ทำให้ อาร์เซนอล เดินทางมาได้ค่อนข้างไกลเกินความคาดหมาย ที่แม้แต่ เวนเกอร์ ก็ยอมรับว่า “เซอร์ไพร้ส์” นั้นมีหลาก หลายองค์ประกอบที่ถูกรวบรวมเข้าด้วยกันครับ แน่นอนว่ามันสมองของเวนเกอร์ และการพัฒนาขึ้นมาเป็นนักเตะระดับโลกของ เซสก์ ฟาเบรกาส ย่อมมีส่วนด้วยอยู่แล้ว แต่จุดที่อยากจะ “ไฮไลต์” ให้เห็นกันชัด ๆ ก็คือ การลงทุนของ เวนเกอร์ ที่อดทนใช้เวลารอคอยมานานกว่า 3-4 ปีนั้นเริ่มเห็นดอกออกผลแล้ว การลงทุนที่ว่าก็คือการ “ปั้น” ดาวรุ่งขึ้นมาเป็นแกนหลักของทีม ซึ่งหลาย ๆ คนนั้นเคยถูกตั้งเครื่องหมายคำถามมาก่อน ไม่ว่าจะเป็น อาบู ดิยาบี, อเล็กซานเดอร์ ซง, เดนิลสัน หรือ นิคลาส เบนดท์เนอร์ ที่ครั้งหนึ่งเคยเป็น “ตัวตลก” ของทีมมาก่อน เพราะถูกดันขึ้นมาในช่วงที่ทีมเสียสตาร์หลัก ๆ อย่าง มาติเยอ ฟลามินี, อเล็กซานเดอร์ คเล็บ และ เธียร์รี อองรี ไปในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา แต่มาถึงวันนี้เราต้องยอมรับครับว่านักเตะเหล่านี้ได้พัฒนาตัวเองขึ้นมาจนกลายเป็นตัวหลักในทีมของ เวนเกอร์ ได้อย่างเต็มภาคภูมิแล้ว และนี่คือผลงานที่กุนซือที่ได้รับการยกย่องว่าเป็นเหมือน “ครูใหญ่” หรือ “ประติมากร” ต้องภูมิใจ ในความมานะ อดทน เสียสละ และการให้โอกาสที่ไม่มีที่สิ้นสุดที่หลังการรอคอยมายาวนานมันก็เริ่มเห็นผลสัมฤทธิ์แล้ว อย่างไรก็ดีสำหรับในอนาคตข้างหน้านั้น ผมยังเชื่อว่า เวนเกอร์ ควรจะเติมนักเตะเกรด ดี ๆ เข้ามาเสริมทีมให้มากกว่านี้ครับ เหมือนกับที่ได้นักเตะมีคลาส อย่าง อังเดร อาร์ชาวิน, ซาเมียร์ นาสรี หรือ โธมัส เวอร์มาเลน มาเสริมทีมและทำให้ทีมขยับไปข้างหน้าได้ เพราะจะมาหวังลุ้นเอากับการปั้นเด็กต่อไปตลอดนั้น แม้มันจะเป็นแนวทางที่น่ายกย่องอย่างยิ่งเพราะถือเป็นแนวทางการทำทีมฟุตบอลใน “อุดมคติ” (แม้จะเป็นแบบครึ่งใบเพราะเวนเกอร์ หลับตาข้างหนึ่งให้กับนักเตะท้องถิ่นตัวจริง) แต่มันก็สุ่มเสี่ยงต่อความล้มเหลวที่ง่ายดาย เพราะในยุคที่เกมการแข่งขันเข้มข้นร้อนแรงขนาดนี้ สิ่งที่จะช่วยประคองทีมได้คือ “ประสบการณ์” นโยบายสงวนท่าทีไม่ยอมซื้อใครมาเสริมทีมง่าย ๆ ของ เวนเกอร์ มองแง่นึงก็ถือเป็นการ “สกรีน” คนที่จะมาเล่นในทีมได้ดีมาก เพราะมันไม่ต่างอะไรจากการเข้าประกวดโดยที่คนที่ได้เข้ามาสู่ทีมนั้นต้องถือว่าเป็น “ตัวท็อป” จริง ๆ แต่ในอีกมุมหนึ่งมันก็เสี่ยงต่อการทำร้ายความรู้สึกของนักเตะบางคนในทีมที่อาจมองว่าทีมขาดความทะเยอทะยาน และพร้อมจะตีจากไปเหมือนหลาย ๆ คนก่อนหน้านี้ ดังนั้นนอกจากที่ เวนเกอร์ จะต้องรักษาทีมชุดนี้เอาไว้ให้เป็นปึกแผ่นนานที่สุดแล้ว ก็ยังต้องพยายาม “บาลานซ์” การสร้าง + ซื้อ และปรับปรัชญาการทำทีมตัวเองโดยเรียนรู้เสริมแต่งในบางจุดเข้าไปบ้างมันน่าจะไปได้ไกล และสมบูรณ์ยิ่งกว่านี้อีกครั้ง แต่ก่อนจะมองไปไกล สุดสัปดาห์นี้ อาร์เซนอล ต้องเตรียมความพร้อมสำหรับการเจอบททดสอบโหด ๆ อย่าง “ผีแดง” ก่อนที่จะไปเจอกับ “สิงห์บลูส์” ในสัปดาห์ถัดไป งานนี้บอกได้เลยว่ามีผลถึงการลุ้นแชมป์แน่นอนครับ อยู่ที่จะมีมากมีน้อยเท่านั้น ผมเองดีใจครับที่ อาร์เซนอล กลับมามีเบียดลุ้นแชมป์อีกครั้ง เพราะมันเป็น “สีสัน” ที่ขาดหายไปนานในวงการฟุตบอลอังกฤษ เนื่องจากก่อนหน้าเชลซี จะยิ่งใหญ่ขึ้นมา กันเนอร์ส ก็คือทีมที่ท้าดวลกับพลพรรคอสูรแดงได้อย่างสนุกมาโดยตลอด ตำนานทีมชุด “Invincible” ในฤดูกาล 2003-04 หยิบเอามาพูดถึงทีไรก็ยังสวยงามเสมอ เกมประลองสมอง ระหว่าง เวนเกอร์ กับ เซอร์อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน ช่วงหลายปีที่ผ่านมามันไม่ค่อยสนุกนักครับเพราะไม่มี “เดิมพัน” ใหญ่ ๆ แบบนี้ให้เราติดตามด้วยใจระทึก ย้ำอีกทีนะครับว่าผมเชื่อลึก ๆ ว่าถึงช่วงเวลามันจะดูเร็วเกินไป แต่ผลของนัดนี้จะส่งผลต่อโอกาสในการลุ้นแชมป์แน่นอน โดยเฉพาะสำหรับลูกทีมของเวนเกอร์นั้น เกมกับ แมนฯ ยูไนเต็ด ไม่ต่างอะไรจากการสอบ “ไฟนอล” เลย และแน่นอนครับว่าผลที่จะออกมานั้นมันก็มีแค่ “สอบได้” กับ “สอบตก” เท่านั้น ทิ้งท้ายด้วยการขอเชิญชวนชาว “เจียงใหม่” และชาวเหนือจังหวัดใกล้เคียง มาร่วมชมเกมคู่ อาร์เซนอล-แมนฯ ยูไนเต็ด ด้วยกันที่ลานจอดรถ@B1 อุทยานการค้ากาดสวนแก้วในกิจกรรมชมฟุตบอลของ “ทรูสปอร์ต” ที่งานจะเริ่มตั้งแต่เวลา 18.00 น. เป็นต้นไป งานนี้รับรอง “ม่วนขนาดนะเจ้า”

No Response to “สอบไฟนอลของอาเซนอล” »
No comments yet.
RSS feed for comments on this post. TrackBack URI
Leave a comment